กินยาอื่นระหว่าง PEP (เป๊ป คือยาต้านไวรัสที่ใช้หลังสัมผัสเชื้อเอชไอวี) ได้ในหลายกรณี ถ้าผู้ให้บริการรู้ก่อนว่าคุณใช้อะไรอยู่บ้าง สิ่งที่ควรเลี่ยงคือการเงียบไว้ เพราะยาลดกรด วิตามินที่มีแร่ธาตุ ยาแก้ปวดบางตัว ยาประจำตัวบางชนิด และสมุนไพรบางอย่าง มีข้อควรระวังเมื่อใช้คู่กับยา PEP
ถ้าอ่านแค่บรรทัดเดียว ให้จำว่า: บอกทุกอย่างที่ใช้อยู่ตั้งแต่วันที่ขอยา และถามก่อนเริ่มยาหรืออาหารเสริมตัวใหม่ ตามแนวทางของ CDC สหรัฐฯ ให้เริ่ม PEP เร็วที่สุดแต่ไม่ช้ากว่า 72 ชั่วโมงหลังสัมผัส และระยะกินยาที่แนะนำคือ 28 วัน
ทำไมต้องบอกเรื่องยาอื่นก่อนรับ PEP
แนวทาง PEP ปี 2025 ของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ (CDC) ระบุว่า ยา PEP ตีกับยาอื่นที่ใช้ร่วมกันได้บ่อย การตีกันนี้อาจทำให้ระดับยาในร่างกายสูงขึ้นหรือต่ำลง และบางกรณีทำให้ผลข้างเคียงเกิดบ่อยขึ้นหรือรุนแรงขึ้น
CDC จึงให้ผู้ให้บริการซักประวัติยาให้ครบก่อนสั่ง PEP รวมถึงยาที่ซื้อเองได้ วิตามิน แร่ธาตุ และยาสมุนไพร แนวทาง PEP ของสมาคม ASHM ในออสเตรเลียก็ให้ถามถึงยาทุกชนิดที่ใช้และประวัติแพ้ยา และให้อธิบายเรื่องยาที่อาจตีกันตอนเริ่มยาด้วย
ข้อมูลนี้มีผลกับการเลือกสูตรยาโดยตรง CDC เขียนว่าการเลือกสูตรควรทำเป็นรายคน โดยดูทั้งโรคประจำตัวและโอกาสที่ยาจะตีกับยาที่คุณใช้อยู่ ส่วนเรื่องเวลา CDC ให้เริ่ม PEP เร็วที่สุดแต่ไม่ช้ากว่า 72 ชั่วโมงหลังสัมผัส และระยะกินยาที่แนะนำคือ 28 วัน ถ้ายังไม่แน่ใจว่า PEP ทำงานอย่างไร หน้าความรู้เรื่อง PEP ของมูลนิธิเพื่อรัก (Love Foundation) สรุปพื้นฐานไว้เป็นภาษาไทย
แปลว่าอะไรสำหรับคุณ: การบอกยาครบช่วยให้ผู้ให้บริการเลือกสูตรและเวลากินที่เข้ากับยาเดิมของคุณ
ตอนขอ PEP ต้องบอกอะไรบ้าง
เตรียมรายการสั้น ๆ หรือถ่ายรูปฉลากทุกอย่างที่ใช้ในช่วงนี้ไว้ในโทรศัพท์ รายการที่ควรมีตามหัวข้อที่แนวทาง CDC และ ASHM ให้ผู้ให้บริการถามคือ
- ยาที่แพทย์สั่งและกินประจำ เช่น ยาเบาหวาน ยากันชัก หรือยารักษาวัณโรค
- ยาที่ซื้อเองจากร้านยา เช่น ยาลดกรด ยาแก้ปวด ยาแก้อักเสบ
- วิตามินและแร่ธาตุ เช่น วิตามินรวม แคลเซียม ธาตุเหล็ก แมกนีเซียม
- ยาสมุนไพรและผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร แม้จะใช้เป็นครั้งคราว
- ฮอร์โมน เช่น เอสโตรเจนหรือเทสโทสเตอโรน และวิธีคุมกำเนิดที่ใช้อยู่
- PrEP (เพร็พ ยาป้องกันก่อนสัมผัสเชื้อ) ถ้ากินอยู่ หรือเคยได้รับยาต้านไวรัสแบบฉีดออกฤทธิ์นาน
- ประวัติแพ้ยา รวมถึงการดื่มแอลกอฮอล์หรือการใช้สาร
ประโยคที่ใช้ได้ทันทีคือ “ตอนนี้กินยานี้อยู่ทุกวัน และเมื่อเช้าเพิ่งกินยาลดกรดไป ช่วยดูให้หน่อยว่าต้องปรับอะไรไหม” ถ้าจำชื่อยาไม่ได้ ให้ยื่นรูปถ่ายฉลากแทน
กินยาอื่นระหว่าง PEP ตัวไหนที่แนวทางยกตัวอย่างว่าต้องระวัง
ข้อควรระวังขึ้นกับว่าสูตร PEP ของคุณมียาตัวไหน ให้ถามผู้ให้บริการตรง ๆ ว่าสูตรที่ได้มีชื่อยาอะไรบ้าง ตารางนี้รวบรวมเฉพาะตัวอย่างที่แหล่งอ้างอิงเขียนไว้ ไม่ใช่รายการครบทุกตัว
| สิ่งที่ใช้อยู่ | แหล่งอ้างอิงเขียนว่าอย่างไร | สิ่งที่ควรทำ |
|---|---|---|
| ยาลดกรด วิตามินรวม หรืออาหารเสริมที่มีแคลเซียม ธาตุเหล็ก แมกนีเซียม หรืออะลูมิเนียม | CDC: แร่ธาตุเหล่านี้จับกับยากลุ่มยับยั้งเอนไซม์อินทิเกรส (integrase inhibitor) และลดการดูดซึมยา PEP | ถามว่าสูตรของคุณมียากลุ่มนี้ไหม แล้วให้เภสัชกรกำหนดเวลากินห่างกัน |
| ยาแก้ปวดลดอักเสบกลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) เช่น ไดโคลฟีแนค ไอบูโพรเฟน นาพรอกเซน | i-Base: ยาทีโนโฟเวียร์ (tenofovir) บางครั้งตีกับยาที่ขับออกทางไต รวมถึงยากลุ่มนี้บางตัวที่ซื้อได้เอง ASHM: เลี่ยงยากลุ่มนี้ในขนาดสูงระหว่างใช้ยาทีโนโฟเวียร์ ดิสโซพรอกซิล | ถ้าต้องใช้บ่อย ให้คุยกับแพทย์หรือเภสัชกร |
| ยากันชักฟีนิโทอิน ฟีโนบาร์บิทัล คาร์บามาเซพีน ยาวัณโรคไรแฟมพิซิน และสมุนไพรเซนต์จอห์นเวิร์ต | ASHM: ทุกตัวลดระดับยาโดลูเทกราเวียร์ (dolutegravir) CDC: ห้ามใช้ยาสูตรรวมที่มีไบคเทกราเวียร์ (bictegravir) ร่วมกับไรแฟมพิน | บอกก่อนรับยา ASHM ให้เปลี่ยนไปใช้ยาอีกตัวแทนถ้าหยุดยาเหล่านี้ไม่ได้ |
| ยาเบาหวานเมทฟอร์มิน | i-Base: ยาโดลูเทกราเวียร์ทำให้ระดับเมทฟอร์มินเพิ่มเป็นสองเท่า และต้องติดตามอย่างใกล้ชิด | แจ้งทั้งผู้จ่าย PEP และแพทย์ที่ดูแลเบาหวาน |
| ฮอร์โมนเอสโตรเจนหรือเทสโทสเตอโรน | CDC: สูตรที่แนะนำเป็นหลักใช้ร่วมกับฮอร์โมนได้โดยไม่ต้องปรับขนาดยา แต่บางสูตร เช่น สูตรที่มีริโทนาเวียร์หรือโคบิซิสแตต อาจเกิดผลข้างเคียงจากการตีกัน และผู้ให้บริการควรติดตาม | แจ้งชื่อฮอร์โมน แล้วถามว่าสูตรที่ได้เป็นแบบไหน |
เรื่องเวลากินห่างจากแร่ธาตุ แหล่งอ้างอิงกำหนดเป็นจำนวนชั่วโมง ข้อความของ CDC สำหรับยาไบคเทกราเวียร์ กับคู่มือ i-Base สำหรับยาโดลูเทกราเวียร์ เรียงลำดับก่อนหลังตรงกัน แต่แนวทาง ASHM สำหรับยาโดลูเทกราเวียร์เขียนกลับด้าน CDC และ ASHM ระบุทางเลือกให้กินพร้อมยาและอาหารไว้เฉพาะแคลเซียมและธาตุเหล็ก
แปลว่าอะไรสำหรับคุณ: อย่าจัดเวลาเองจากข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต ให้เภสัชกรหรือผู้ให้บริการกำหนดตามชื่อยาจริงในซองของคุณ และอย่าหยุดยากันชักหรือยาวัณโรคเองเพื่อจะได้กิน PEP
ถ้ากินยาลดกรดหรือวิตามินพร้อมยา PEP ไปแล้ว ต้องทำอย่างไร
ไม่ต้องตกใจ แต่ควรจัดการในวันเดียวกัน แนวทางที่อ้างในบทความนี้ไม่ได้บอกว่าการกินพร้อมกันหนึ่งครั้งลดการป้องกันลงมากแค่ไหน จึงไม่ควรเดาเองว่าไม่เป็นไรหรือต้องเริ่มใหม่
- จดชื่อผลิตภัณฑ์ ชื่อยา PEP และเวลาที่กินแต่ละอย่าง หรือถ่ายรูปฉลากไว้
- โทรหาคลินิกหรือเภสัชกรที่จ่ายยา PEP ให้คุณ แล้วอ่านข้อมูลที่จดไว้ให้ฟัง
- อย่าเปลี่ยนวิธีกินยา PEP เอง เช่น กินเพิ่มหรือข้ามมื้อถัดไป จนกว่าจะได้คำแนะนำ
- ถามในสายเดียวกันว่าวิตามินหรือยาลดกรดตัวนั้นควรกินต่ออย่างไรในวันถัดไป
ถ้าวุ่นวายจนพลาดยามื้อหนึ่งไปด้วย ให้บอกผู้ให้บริการในสายเดียวกันว่าลืมกินยา PEP หนึ่งมื้อด้วย
มีผลข้างเคียงจาก PEP แล้วอยากซื้อยามากินเอง ควรทำอย่างไร
CDC ระบุผลข้างเคียงที่พบบ่อยที่สุดของยาสูตรรวมที่มีไบคเทกราเวียร์ว่าเป็นท้องเสีย คลื่นไส้ และปวดศีรษะ สูตรที่คุณได้อาจไม่ใช่สูตรนี้ ถ้าคิดจะซื้อยามาบรรเทาอาการเอง ให้เทียบกับตารางด้านบนก่อน เพราะยาลดกรดและยาแก้ปวดลดอักเสบอยู่ในรายการที่ต้องระวัง
คู่มือของ i-Base สำหรับยาสูตรรวมที่มีโดลูเทกราเวียร์ แนะนำให้บอกแพทย์หรือเภสัชกรเรื่องยาหรืออาหารเสริมอื่นก่อนกินร่วมกัน ที่ร้านยาให้พูดว่ากำลังกิน PEP พร้อมยื่นซองยาให้ดู แล้วค่อยเลือกยาตามที่เภสัชกรแนะนำ
ถ้าผลข้างเคียงหนักจนคิดจะเลิกกินยา ควรคุยกับผู้ให้บริการที่จ่ายยาก่อนตัดสินใจหยุด PEP เพราะเขาอาจปรับสูตรหรือช่วยจัดการอาการได้
เช็กยาตีกันเองทางออนไลน์ได้ไหม
ได้ในระดับเตรียมคำถาม องค์การอนามัยโลก (WHO) CDC และ ASHM ต่างชี้ไปที่เว็บตรวจยาตีกันของมหาวิทยาลัยลิเวอร์พูล และคู่มือของ i-Base ซึ่งเขียนสำหรับผู้ใช้ยาก็บอกว่าตรวจผ่านเว็บนี้ได้ ส่วน CDC เขียนคำแนะนำนี้ถึงบุคลากรทางการแพทย์
เว็บนี้ไม่มีภาษาไทย และต้องใส่ชื่อสามัญของยาทุกตัวให้ถูก ใช้ผลที่ได้เป็นคำถามไปถามเภสัชกร ไม่ใช่เหตุผลให้เปลี่ยนหรือหยุดยาเอง
คำถามที่พบบ่อย
ใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนหรือเทสโทสเตอโรนอยู่ ต้องหยุดระหว่างกิน PEP ไหม
CDC ไม่ได้ให้หยุด แนวทางเขียนว่าสูตร PEP ที่แนะนำเป็นหลักใช้ร่วมกับฮอร์โมนได้โดยไม่ต้องปรับขนาดยา แต่บางสูตรอาจเกิดผลข้างเคียงจากการตีกัน ให้แจ้งชื่อฮอร์โมนและถามว่าสูตรที่ได้เป็นแบบไหน
กิน PrEP อยู่แล้วเกิดความเสี่ยง ต้องบอกไหม
ต้องบอก CDC ให้ผู้ให้บริการประเมินว่าคุณกิน PrEP อยู่หรือไม่ และเคยได้ยาต้านไวรัสแบบฉีดมาก่อนหรือไม่ ถ้าประเมินแล้วต้องใช้ PEP ให้เริ่มเร็วที่สุดแต่ไม่ช้ากว่า 72 ชั่วโมงหลังสัมผัส และระยะกินยาที่แนะนำคือ 28 วัน
สมุนไพรไทยหรือชาชงสมุนไพรต้องบอกด้วยไหม
ควรบอก CDC นับยาสมุนไพรเป็นส่วนหนึ่งของประวัติยาที่ต้องถาม แหล่งอ้างอิงที่ใช้ยกตัวอย่างเพียงสมุนไพรเซนต์จอห์นเวิร์ต และไม่มีข้อมูลสมุนไพรไทยรายชนิด จึงควรนำฉลากหรือชื่อส่วนผสมไปให้ดู
เภสัชกรร้านยาช่วยเช็กให้ได้ไหม
ได้ คู่มือยาสูตรรวมที่มีโดลูเทกราเวียร์ของ i-Base แนะนำให้บอกแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยาอื่นร่วมด้วย ยื่นซองยา PEP และฉลากยาที่จะซื้อให้ดูพร้อมกัน ถ้าคำตอบยังไม่ชัด ให้โทรถามคลินิกที่จ่ายยา PEP อีกครั้ง
สรุป
กินยาอื่นระหว่าง PEP ได้ในหลายกรณี เงื่อนไขคือผู้ให้บริการต้องรู้ครบทุกอย่างที่คุณใช้ ทั้งยาที่แพทย์สั่ง ยาที่ซื้อเอง วิตามิน แร่ธาตุ สมุนไพร และฮอร์โมน ยาลดกรดกับแร่ธาตุ ยาแก้ปวดลดอักเสบ ยากันชักบางตัว ยาวัณโรคไรแฟมพิซิน และเมทฟอร์มิน เป็นตัวอย่างที่แนวทางเขียนไว้ชัด
ตามแนวทางของ CDC ให้เริ่ม PEP เร็วที่สุดแต่ไม่ช้ากว่า 72 ชั่วโมงหลังสัมผัส และระยะกินยาที่แนะนำคือ 28 วัน ตลอดช่วงนั้นให้ถามเภสัชกรหรือคลินิกก่อนเริ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ทุกครั้ง และถ้ากินพร้อมกันไปแล้ว ให้โทรแจ้งในวันเดียวกัน
แหล่งอ้างอิง
- World Health Organization — Guidelines for HIV post-exposure prophylaxis (2024): Providing PEP
- US CDC — Antiretroviral Postexposure Prophylaxis After Sexual, Injection Drug Use, or Other Nonoccupational Exposure to HIV: CDC Recommendations, United States, 2025
- ASHM — PEP Guidelines: Prescribing PEP (Table 5: Specific medications and cautions)
- ASHM — PEP Guidelines: Clinical assessment and follow-up
- HIV i-Base — TLD or LTD (tenofovir disoproxil, lamivudine, dolutegravir)
- HIV i-Base — tenofovir disoproxil
- University of Liverpool — HIV Drug Interactions Checker



