หลังเสี่ยง HIV ควรล้างอย่างไร และอะไรไม่ควรทำก่อนขอ PEP

เมื่อเพิ่งเกิดเหตุที่กังวลว่าอาจสัมผัสเชื้อ HIV หลายคนรีบค้นหาว่าต้องล้างด้วยอะไร บีบแผลหรือสวนล้างหรือไม่ สิ่งสำคัญคือ ดูแลบริเวณที่สัมผัสอย่างอ่อนโยน จดเวลาที่เกิดเหตุ และติดต่อสถานพยาบาลทันที การล้างไม่สามารถใช้แทนการประเมินยา PEP ได้ และไม่ควรเสียเวลาหลายชั่วโมงกับการพยายามทำความสะอาดให้ “หมดเชื้อ” ด้วยตนเอง

หากเหตุการณ์เกิดขึ้นไม่เกิน 72 ชั่วโมง ให้ติดต่อโรงพยาบาล ห้องฉุกเฉิน หรือคลินิกที่ให้บริการ HIV เพื่อประเมิน PEP โดยเร็วที่สุด WHO ระบุว่า PEP ได้ผลดีที่สุดเมื่อเริ่มเร็วที่สุด เหมาะที่สุดภายใน 24 ชั่วโมง และไม่เกิน 72 ชั่วโมงหลังอาจสัมผัสเชื้อ

ทำตอนนี้: เช็กลิสต์ 5 ขั้น

  1. หยุดการสัมผัสเพิ่มเติม และออกจากสถานการณ์ที่ไม่ปลอดภัยก่อน
  2. ดูแลเฉพาะภายนอกอย่างอ่อนโยน ล้างผิวหนังภายนอกด้วยน้ำและสบู่อ่อนตามปกติ หากกระเด็นเข้าตาหรือเยื่อบุ ให้ล้างด้วยน้ำสะอาดมาก ๆ โดยไม่ขัดถู
  3. อย่าบีบ กรีด หรือถูแผลแรง เพราะอาจทำให้เนื้อเยื่อบาดเจ็บเพิ่ม
  4. จดเวลาที่เกิดเหตุและลักษณะการสัมผัส เท่าที่จำได้ ไม่ต้องรอให้ข้อมูลครบจึงค่อยไป
  5. โทรหรือเดินทางไปประเมิน PEP ทันที โดยบอกเจ้าหน้าที่ว่า “เพิ่งมีเหตุที่กังวลเรื่อง HIV และต้องการประเมิน PEP”

การมีเหตุเสี่ยงไม่ได้แปลว่าจะติดเชื้อแน่นอน การประเมินขึ้นกับชนิดของการสัมผัส ของเหลวที่เกี่ยวข้อง ตำแหน่งของร่างกาย สถานะ HIV และการกดไวรัสของแหล่งสัมผัส รวมถึงการใช้ PrEP ของผู้มารับบริการ จึงควรให้บุคลากรทางการแพทย์ประเมินเป็นรายกรณี

ล้างผิวหนังภายนอกอย่างไร

หากเลือดหรือสารคัดหลั่งสัมผัสผิวหนัง ให้ล้างบริเวณภายนอกด้วยน้ำและสบู่อ่อนตามปกติ ไม่จำเป็นต้องขัดจนแดงหรือใช้สารฆ่าเชื้อเข้มข้น หากมีบาดแผล ให้ปล่อยให้น้ำไหลผ่านอย่างอ่อนโยนและดูแลตามหลักปฐมพยาบาลทั่วไป

หากสัมผัสตา ให้ล้างด้วยน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือโดยไม่ขยี้ตา หากสัมผัสภายในปาก ให้บ้วนด้วยน้ำสะอาดและหลีกเลี่ยงการแปรงหรือขัดบริเวณที่อาจมีแผลทันที การดูแลเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อล้างสิ่งปนเปื้อนออกและลดการระคายเคือง ไม่ใช่การรับประกันว่าจะป้องกัน HIV ได้

หากเป็นอุบัติเหตุจากการทำงาน เช่น เข็มทิ่มหรือเลือดกระเด็น ให้รายงานผู้รับผิดชอบของสถานที่ทำงานและไปพบผู้ให้บริการทันทีพร้อมกัน อย่ารอรายงานเอกสารเสร็จก่อนจึงค่อยประเมิน PEP

Quicky

สิ่งที่ไม่ควรทำ

ไม่สวนล้างช่องคลอดหรือทวารหนัก

การสวนล้างหลังมีเพศสัมพันธ์ไม่ป้องกัน HIV หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และอาจทำให้เนื้อเยื่อระคายเคือง CDC ระบุว่าวิธีทำความสะอาดอวัยวะเพศแบบสวนล้างไม่มีประสิทธิผลในการป้องกัน HIV/STI จึงควรล้างเฉพาะภายนอกอย่างอ่อนโยน

ไม่ใช้แอลกอฮอล์ น้ำยาฟอกขาว หรือสารเคมีรุนแรงกับเยื่อบุ

สารเหล่านี้อาจทำให้ผิวหนังหรือเยื่อบุบาดเจ็บ ห้ามเทหรือสอดเข้าไปในช่องคลอด ทวารหนัก ปาก หรือตา หากใช้สารใดไปแล้วและมีอาการแสบมาก บวม หรือมองเห็นผิดปกติ ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ทันที

ไม่บีบแผล ไม่กรีด และไม่ดูดแผล

การทำให้แผลบาดเจ็บเพิ่มไม่ได้ทำให้ประเมินความเสี่ยงง่ายขึ้น และอาจเพิ่มปัญหาอื่น ควรล้างอย่างอ่อนโยน ปิดแผลตามความเหมาะสม และไปพบผู้ให้บริการ

ไม่รออาการ

HIV ระยะแรกอาจไม่มีอาการ หรือมีอาการที่ไม่จำเพาะ การรอไข้ ผื่น หรือต่อมน้ำเหลืองโตจึงไม่ใช่วิธีตัดสินใจเรื่อง PEP หน้าต่างเวลา 72 ชั่วโมงเริ่มนับจากเวลาที่เกิดเหตุ ไม่ได้นับจากเวลาที่เริ่มมีอาการ

ไม่รอผลตรวจของอีกฝ่ายก่อนขอคำแนะนำ

ถ้ายังอยู่ในช่วง 72 ชั่วโมง ให้ไปประเมินก่อน บุคลากรทางการแพทย์สามารถปรับแผนภายหลังเมื่อมีข้อมูลเพิ่มได้ CDC ระบุว่าหากมีข้อบ่งชี้ ไม่ควรชะลอยาเข็มแรกเพียงเพราะกำลังรอผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ

ก่อนออกจากบ้าน เตรียมข้อมูลเท่าที่มี

ข้อมูลต่อไปนี้ช่วยให้การสนทนากระชับขึ้น แต่ถ้าจำไม่ได้ครบก็ยังควรไปทันที:

  • วันและเวลาที่เกิดเหตุโดยประมาณ
  • ชนิดของการสัมผัส เช่น เพศสัมพันธ์ทางช่องคลอดหรือทวารหนัก เข็มทิ่ม หรือเลือดกระเด็น
  • มีถุงยางหรือไม่ และถุงยางแตก หลุด หรือรั่วอย่างไร
  • บริเวณที่สัมผัสและมีแผลอยู่ก่อนหรือไม่
  • ข้อมูลสถานะ HIV หรือ viral load ของอีกฝ่าย หากทราบโดยสมัครใจ
  • เคยใช้ PrEP หรือ PEP หรือไม่ และกินครั้งล่าสุดเมื่อไร
  • รายการยาประจำ อาหารเสริม โรคประจำตัว การแพ้ยา และความเป็นไปได้ของการตั้งครรภ์

ไม่จำเป็นต้องนำอีกฝ่ายมาด้วย และไม่ควรบังคับให้อีกฝ่ายเปิดเผยผลตรวจ การประเมินสามารถเริ่มจากข้อมูลที่ผู้มารับบริการมีในขณะนั้น

Love2Test

ไปถึงสถานพยาบาลแล้วจะเกิดอะไรขึ้น

ผู้ให้บริการจะซักลักษณะการสัมผัส ประเมินเวลาที่ผ่านไป ตรวจ HIV ตั้งต้น และอาจพิจารณาการตรวจอื่นตามสถานการณ์ ผลลบในวันเดียวกับเหตุการณ์ไม่สามารถยืนยันว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ทำให้ติดเชื้อ เพราะยังอยู่ในช่วงที่การตรวจอาจไม่พบเชื้อ

หากประเมินแล้วมีข้อบ่งชี้ PEP ควรเริ่มเร็วที่สุดและใช้ต่อเนื่องตามแผนที่ได้รับ WHO แนะนำให้จ่ายยาครบ 28 วัน ส่วนสูตรยาและการตรวจติดตามต้องพิจารณาตามประวัติสุขภาพ ยาที่ใช้อยู่ และแนวทางของสถานพยาบาล ไม่ควรซื้อหรือแบ่งยาต้านของผู้อื่นมากินเอง

การประเมินยังอาจครอบคลุมโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ไวรัสตับอักเสบบี การคุมกำเนิดฉุกเฉิน การดูแลบาดแผล และการช่วยเหลือด้านความปลอดภัย โดยเฉพาะกรณีถูกบังคับหรือล่วงละเมิด ผู้รับบริการมีสิทธิขอพื้นที่ส่วนตัว ผู้ติดตามที่ไว้ใจได้ และคำอธิบายก่อนการตรวจหรือรักษา

ถ้าเกิน 72 ชั่วโมงแล้ว

อย่าพยายามชดเชยด้วยการสวนล้างหรือใช้สารเคมี ควรติดต่อสถานพยาบาลเพื่อประเมินการตรวจ HIV/STI การป้องกันการสัมผัสครั้งต่อไป และแผนติดตาม CDC โดยทั่วไปไม่แนะนำให้เริ่ม PEP เมื่อเกิน 72 ชั่วโมง แต่การดูแลไม่ได้จบลงตรงนั้น ผู้ให้บริการยังช่วยวางแผนตรวจและพิจารณา PrEP สำหรับความเสี่ยงในอนาคตได้

Buddy Chat — Love2Test

สรุปสำหรับนาทีนี้

  • ล้างบริเวณภายนอกด้วยน้ำและสบู่อ่อนอย่างอ่อนโยน
  • หากเข้าตาหรือเยื่อบุ ให้ล้างด้วยน้ำสะอาดและไม่ขัดถู
  • ไม่สวนล้าง ไม่ใช้สารเคมีรุนแรง และไม่ทำให้แผลบาดเจ็บเพิ่ม
  • จดเวลาที่เกิดเหตุและติดต่อสถานพยาบาลทันที
  • หากยังไม่เกิน 72 ชั่วโมง ให้ขอประเมิน PEP โดยเร็ว ไม่ต้องรออาการหรือรอข้อมูลครบ

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช้แทนการประเมินทางการแพทย์ หากกำลังอยู่ในช่วง 72 ชั่วโมงหลังเหตุการณ์ ให้ติดต่อสถานพยาบาลทันที

แหล่งข้อมูล