PEP กับวัคซีนตับอักเสบบี ควรถามในนัดเดียวกัน คือนัดที่ไปขอ PEP (เป๊ป หรือยาต้านไวรัสป้องกันหลังสัมผัสเชื้อ) เพราะแนวทางไทยสั่งเจาะผลไวรัสตับอักเสบบีในชุดตรวจวันแรกอยู่แล้ว แต่ไม่ได้เขียนขั้นตอนของวัคซีนตับอักเสบบีต่อจากผล คนที่ยังไม่มีภูมิจึงมักต้องเปิดเรื่องเอง และอย่าเลื่อนการไปขอเป๊ปเพื่อไปหาประวัติวัคซีนก่อน
PEP กับวัคซีนตับอักเสบบี ต้องขอในนัดเดียวกันไหม
คำตอบขึ้นกับผลเลือด ไม่ใช่ขึ้นกับว่าขอหรือไม่ขอ สิ่งที่คุณทำได้คือทำให้เรื่องนี้ถูกคุยในวันนั้น
แนวทางเป๊ปของออสเตรเลียเขียนไว้ในหัวข้อการดูแลการสัมผัสเชื้ออื่นร่วมด้วยว่า ผู้ที่มาขอเป๊ปทุกรายควรได้รับการประเมินเรื่องไวรัสตับอักเสบบี นี่เป็นแนวทางออสเตรเลีย ไม่ใช่ข้อกำหนดไทย
ฝั่งไทย แนวทางเอชไอวีของกรมควบคุมโรคที่คลินิกไทยใช้กันอยู่มีตารางที่สั่งเจาะผลตับอักเสบบีตั้งแต่วันแรกจริง แต่เป็นตารางการตรวจ ไม่ได้เขียนขั้นตอนวัคซีนต่อ อีกหัวข้อหนึ่งเขียนถึงเป๊ปกรณีที่ไม่ใช่จากการทำงานว่าต้องกินจนครบ 4 สัปดาห์ คือ 28 วัน ไม่ใช่กินเฉพาะช่วงแรก เอกสารไทยกับแนวทางออสเตรเลียเขียนคนละขอบเขต
ตารางของไทยสั่งตรวจอะไรเรื่องตับอักเสบ
| รายการ | แหล่งสัมผัส | ตัวคุณ วันแรก | ติดตามต่อ |
|---|---|---|---|
| HBsAg (แอนติเจนของไวรัสตับอักเสบบี) | ตรวจ | ตรวจ | ซ้ำที่ 6 เดือน เฉพาะเมื่อผลของแหล่งสัมผัสเป็นบวก |
| Anti-HBs (ภูมิต่อตับอักเสบบี) | ตารางไม่ได้ระบุ | ตรวจ | ตารางไม่ได้ให้ตรวจซ้ำ |
| Anti-HCV (ตับอักเสบซี) | ตรวจ | ตรวจ | ซ้ำที่ 6 เดือน เฉพาะเมื่อผลของแหล่งสัมผัสเป็นบวก |
ใต้ตารางมีหมายเหตุกำกับขอบเขตไว้สองข้อ ข้อแรกเขียนว่าการตรวจ HBsAg ระหว่างกินยาให้ตรวจเมื่อมีอาการหรืออาการแสดงที่ชวนให้สงสัยไวรัสตับอักเสบบีระยะเฉียบพลัน ไม่ใช่ทุกนัด ส่วนข้อที่กำกับ anti-HBs เขียนว่าในกรณีที่เคยตรวจมาก่อนและทราบว่าผลเป็นบวก อาจจะพิจารณาไม่ส่งตรวจซ้ำก็ได้ การพกผลเก่าไปด้วยจึงช่วยลดการเจาะซ้ำ ภาพรวมชุดตรวจวันแรกดูได้ที่ เจาะเลือดก่อนเริ่ม PEP ตรวจอะไร ต้องรอผลไหม
ผลสามค่าอ่านอย่างไร คำว่ามีภูมิแปลว่าอะไร
แนวทางการตรวจของไทยระบุว่าการดูสถานะไวรัสตับอักเสบบี โดยปกตินิยมตรวจ HBsAg, anti-HBs และ anti-HBc ร่วมกัน และมีตารางแปลผลไว้ดังนี้
| HBsAg | Anti-HBs | Anti-HBc | การแปลผลตามเอกสาร |
|---|---|---|---|
| บวก | ลบ | ลบ | ติดเชื้อเฉียบพลันในระยะแรก ๆ |
| บวก | ลบ | บวก | ติดเชื้อเฉียบพลัน ตรวจพบ anti-HBc IgM |
| บวก | ลบ | บวก | ติดเชื้อเรื้อรัง ตรวจไม่พบ anti-HBc IgM |
| ลบ | บวก | บวก | ฟื้นตัวจากการติดเชื้อและมีภูมิคุ้มกันป้องกันโรคได้ |
| ลบ | ลบ | ลบ | ไม่เคยติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี มาก่อน |
ตารางนี้มีดอกจันกำกับแถวสุดท้ายไว้ว่า ในกรณีที่ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ บี มานานแล้ว อาจตรวจไม่พบ anti-HBs ก็ได้ จึงอย่าด่วนสรุปจากผลลบสามค่าว่าวัคซีนที่เคยฉีดไม่ได้ผล ส่วนรูปแบบ HBsAg ลบ anti-HBs บวก anti-HBc ลบ อยู่ในอีกตารางหนึ่งซึ่งรวมรูปแบบอื่น ๆ ที่อาจพบได้ โดยให้สาเหตุไว้สามข้อ คือเคยฉีดวัคซีนหรือเคยได้รับ HBIG (อิมมูโนโกลบุลินต้านไวรัสตับอักเสบบี) เคยติดเชื้อและหายมานาน และการเป็นผลบวกปลอม ซึ่งมักได้ค่า anti-HBs ในระดับต่ำ ๆ
ถ้าไม่มีภูมิ ขั้นตอนต่อไปคืออะไร
แนวทางเป๊ปของออสเตรเลียเขียนไว้ตรงตัวที่สุดในเอกสารที่เราเปิดอ่าน โดยแบ่งตามผลเลือดเป็นสามกรณี และอ้างคู่มือสร้างเสริมภูมิคุ้มกันของออสเตรเลียต่อ
- มีหลักฐานว่าเคยมีภูมิ เคยมีบันทึกว่า anti-HBs มากกว่าหรือเท่ากับ 10 mIU/mL หลังฉีดครบคอร์ส หรือเคยติดเชื้อแล้วหายและภูมิคุ้มกันปกติ เอกสารระบุว่าไม่ต้องติดตามต่อ
- ยังไม่มีภูมิ คือ anti-HBs น้อยกว่า 10 mIU/mL และ anti-HBc เป็นลบ ให้ได้รับการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันไวรัสตับอักเสบบีและติดตามต่อ
- ยังไม่มีภูมิ และแหล่งสัมผัสมีเชื้อเรื้อรัง คือแหล่งสัมผัสมี HBsAg บวก เอกสารระบุว่าควรให้ HBIG หนึ่งครั้งและเริ่มฉีดวัคซีน พร้อมนัดตรวจเลือดติดตาม
สองอย่างที่เราหาไม่เจอและอยากให้รู้ว่าไม่เจอ อย่างแรกคือเอกสารที่เราเปิดอ่านไม่ได้ระบุกรอบเวลาสำหรับผู้ใหญ่ที่สัมผัสเชื้อจากเพศสัมพันธ์ กรอบเวลาที่ระบุชัดในแนวทางการตรวจของไทยเป็นของทารกแรกเกิดที่คลอดจากหญิงตั้งครรภ์ที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบี คือให้วัคซีนภายใน 12 ชั่วโมงหลังคลอด และให้ HBIG โดยเร็วที่สุดหรือภายใน 7 วันหลังคลอด ตัวเลขชุดนี้เป็นของทารกแรกเกิด ห้ามนำไปใช้กับผู้ใหญ่ อย่างที่สองคือบทเป๊ปของไทยไม่มีข้อความคู่ขนานเรื่อง HBIG จึงต้องให้ผู้ให้บริการเทียบกับแผนสร้างเสริมภูมิคุ้มกันของไทยเอง สิ่งที่ทำได้คืออย่ารอ ให้ถามวันแรก
เกิดหลัง พ.ศ. 2535 แปลว่ามีภูมิแล้วหรือเปล่า
ไม่แน่นอนเสมอไป แนวทางเอชไอวีของไทยมีหมายเหตุกำกับไว้ว่า กระทรวงสาธารณสุขเริ่มมีนโยบายควบคุมป้องกันไวรัสตับอักเสบบีด้วยการฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบบีให้เด็กไทยทุกคนตั้งแต่ พ.ศ. 2535 และผู้รับบริการที่เกิดหลัง พ.ศ. 2535 ให้ฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบบีหนึ่งเข็ม แล้วตรวจเลือดหาภูมิคุ้มกันไวรัสตับอักเสบบีหลังฉีด 1-2 เดือน ถ้ามีระดับภูมิคุ้มกันแล้วก็ไม่ต้องฉีดเข็มสองและสาม
ขอบเขตของหมายเหตุนี้สำคัญ มันเป็นหมายเหตุที่กำกับตารางของเพร็พ ไม่ใช่ตารางของเป๊ป และผูกกับแถวที่หมายเหตุว่าให้ตรวจทุกปีเมื่อมีพฤติกรรมเสี่ยง ผล HBsAg เป็นลบ และยังไม่ได้ฉีดวัคซีน จึงเป็นวิธีคิดของบริการเพร็พ แต่บอกชัดว่าแนวทางไทยให้ยืนยันด้วยผลเลือด ไม่ให้เดาจากปีเกิด
ด้านความทนของวัคซีน องค์การอนามัยโลกระบุในเอกสารข้อมูลโรคไวรัสตับอักเสบบีว่าโดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องฉีดกระตุ้นในผู้ที่ฉีดครบชุดสามเข็มแล้ว และวัคซีนป้องกันได้อย่างน้อย 20 ปี และน่าจะตลอดชีวิต สองแหล่งนี้พูดคนละเรื่องกัน ไทยพูดถึงการยืนยันสถานะเมื่อประวัติไม่ชัด
หลักฐานวัคซีนที่ควรพกไป และประโยคที่ใช้ถาม
ถ้าหาหลักฐานไม่ทันก็ไปก่อน เพราะแนวทางออสเตรเลียเขียนว่าการให้เป๊ปไม่ควรถูกหน่วงไว้ระหว่างรวบรวมข้อมูลของแหล่งสัมผัส
- สมุดวัคซีนเด็ก หรือบันทึกการฉีดวัคซีนของโรงเรียนหรือที่ทำงาน
- ผลเลือดเก่าที่มีค่า anti-HBs หรือ HBsAg แม้หลายปีแล้วก็ยังมีประโยชน์
- สถานะไวรัสตับอักเสบบีของอีกฝ่ายเท่าที่รู้จริง ซึ่งแนวทางออสเตรเลียจัดเป็นข้อมูลที่ควรถาม คู่กับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
- สามประโยคที่ใช้ได้เลย คือ ขอตรวจ anti-HBs ด้วยได้ไหม ถ้าไม่มีภูมิวันนี้เริ่มวัคซีนได้เลยไหม และต้องกลับมาตรวจภูมิซ้ำเมื่อไร
ถ้ายังไม่แน่ใจว่าจะเปิดเรื่องอย่างไร ลองอ่าน ขอ PEP ต้องพูดว่าอะไร ประโยคที่ใช้ได้จริงและข้อมูลที่ต้องเตรียม ก่อนออกจากบ้าน ภาพรวมของยาตัวนี้อยู่ที่คลังความรู้ PEP: การป้องกัน HIV แบบฉุกเฉินหลังเหตุที่กังวล ของมูลนิธิเพื่อรัก (Love Foundation) ส่วนคนที่พร้อมนัดแล้ว นัดหมายตรวจล่วงหน้ากับ Love2Test ช่วยลดการรอคิว

คำถามที่พบบ่อย
เพิ่งฉีดวัคซีนตับอักเสบบีมาไม่นาน ผลตรวจจะเพี้ยนไหม
เป็นไปได้ ตารางรูปแบบผลอื่น ๆ ของแนวทางการตรวจของไทยระบุว่ารูปแบบ HBsAg บวกโดย anti-HBs และ anti-HBc เป็นลบ อาจเกิดในคนทั่วไปที่เพิ่งได้รับวัคซีนไวรัสตับอักเสบ บี มาภายใน 18 วัน หรือในผู้ป่วยฟอกไตที่เพิ่งได้รับวัคซีนป้องกันมาภายใน 52 วัน ถ้าเพิ่งฉีดมา ให้บอกวันที่ฉีดตั้งแต่ตอนเจาะเลือด
ต้องคิดถึงไวรัสตับอักเสบซีด้วยไหม
ต้องคิด แต่คนละแบบ แนวทางออสเตรเลียระบุว่ายังไม่มีหลักฐานปัจจุบันที่สนับสนุนการให้ยาป้องกันหลังสัมผัสรูปแบบใดเพื่อป้องกันไวรัสตับอักเสบซี สิ่งที่ทำได้คือตรวจตั้งต้นและตรวจติดตาม โดยระยะฟักตัวอยู่ระหว่าง 2 สัปดาห์ถึง 6 เดือน และประมาณร้อยละ 80 ไม่แสดงอาการ ส่วนแนวทางไทยให้ตรวจเอชไอวีซ้ำในเดือนที่ 6 ถ้า anti-HCV ของคุณบวก หรือแหล่งสัมผัสมีเชื้อตับอักเสบซี
ตัวเองมีเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังอยู่แล้ว ยังใช้ PEP ได้ไหม
แนวทางเป๊ปของออสเตรเลียเขียนว่า ผู้ที่ทราบว่ามีไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังสามารถเริ่มเป๊ปได้อย่างปลอดภัย โดยให้ขอความเห็นผู้เชี่ยวชาญก่อนที่จะหยุดเป๊ป จุดสำคัญจึงอยู่ที่ตอนหยุดยา ไม่ใช่ตอนเริ่ม จึงต้องบอกสถานะนี้ตั้งแต่วันแรก
สรุป
แนวทางเอชไอวีของไทยสั่งเจาะ HBsAg และ anti-HBs ในชุดตรวจวันเริ่มเป๊ปอยู่แล้ว และผูกการตรวจซ้ำที่ 6 เดือนไว้กับกรณีที่แหล่งสัมผัสมีผลบวก ส่วนขั้นตอนของวัคซีนและ HBIG ที่เขียนชัดที่สุดมาจากแนวทางเป๊ปของออสเตรเลีย ซึ่งเป็นของประเทศอื่น การอ่านผลจึงยังต้องทำกับผู้ให้บริการที่เห็นค่าจริง
สิ่งที่ควรทำต่อมีสามข้อ ไปขอเป๊ปให้ทันกรอบ 72 ชั่วโมงก่อน ขอให้เรื่องตับอักเสบบีถูกคุยในนัดเดียวกันโดยถามหาผล anti-HBs และเก็บหลักฐานวัคซีนกับผลเลือดไว้กับตัว
แหล่งอ้างอิง
- แนวทางการตรวจวินิจฉัย รักษา และป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ประเทศไทย ปี 2564/2565
- แนวทางการตรวจวินิจฉัยและการตรวจติดตามการรักษาการติดเชื้อเอชไอวี ซิฟิลิสและไวรัสตับอักเสบ บี ซี ปี 2568
- Australian National PEP Guidelines (Fourth Edition, 2025) — Management of Co-Exposures
- Australian National PEP Guidelines (Fourth Edition, 2025) — Clinical Assessment and Follow-up
- World Health Organization — Hepatitis B fact sheet


