เพิ่งใช้เข็มร่วมกับคนอื่นตอนฉีดสาร ให้ไปสถานพยาบาลให้แพทย์ประเมินเรื่องยาเป๊ป หรือยาป้องกันเอชไอวีหลังสัมผัส โดยเร็วที่สุด อย่างช้าที่สุดไม่เกิน 72 ชั่วโมงหลังเหตุ ถ้าเลย 72 ชั่วโมงแล้วก็ยังควรไปพบแพทย์
ส่วนคำถามว่าเสี่ยงเอชไอวีไหม แนวทางเอชไอวีของไทย ปี 2564/2565 ซึ่งเขียนให้บุคลากรสาธารณสุขใช้ จัดการใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่นไว้ในกลุ่มการสัมผัสที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งแนะนำให้เป๊ป เหตุเดียวกันยังเกี่ยวกับไวรัสตับอักเสบบีและซี ผู้ประเมินคือแพทย์ ไม่ใช่ผู้ที่ใช้เข็ม
เพิ่งใช้เข็มร่วมกับคนอื่น ไปสถานพยาบาลเป็นอย่างแรก
แนวทางเอชไอวีของไทย ปี 2564/2565 เขียนว่าเมื่อมีข้อบ่งชี้ ต้องให้เป๊ปโดยเร็วที่สุดหลังสัมผัส โดยวงเล็บไว้ว่าภายใน 1 ถึง 2 ชั่วโมง อย่างช้าที่สุดไม่เกิน 72 ชั่วโมง กินให้ครบ 4 สัปดาห์ และควรอยู่ภายใต้การติดตามดูแลของแพทย์ ผู้เขียนแนะนำให้ไปห้องฉุกเฉินหรือคลินิกที่มีแพทย์ทันที ถ้าเลย 72 ชั่วโมงแล้วก็ยังควรไป
- อย่ารอถามผลเลือดของอีกฝ่าย แนวทางเขียนว่าการสัมผัสที่ไม่ใช่จากการทำงาน ส่วนใหญ่ตรวจเลือดของอีกฝ่ายไม่ได้ และแม้ระบุตัวได้ ก็อาจพิจารณาเริ่มเป๊ปไปก่อนหากไม่แน่ใจ
- อย่ากินยาต้านของคนอื่นแทน ข้อนี้ผู้เขียนแนะนำเอง แนวทางมีตารางการตรวจเลือดก่อนให้เป๊ป
- ถ้ามีเพร็พ หรือยาป้องกันก่อนสัมผัสเชื้อ อยู่กับตัว แนวทางเพร็พของไทย ปี 2568 ให้กินเพร็พที่มีก่อน แล้วไปรับเป๊ปโดยเร็วที่สุด ไม่เกิน 72 ชั่วโมง จำนวนเม็ด ผู้เขียนแนะนำให้ถามหน่วยที่จ่ายยา
แนวทางเป๊ปของไทยจัดการใช้เข็มร่วมกันไว้กลุ่มไหน
แนวทางเอชไอวีของไทย ปี 2564/2565 นับการใช้เข็มฉีดยาร่วมกันเป็นการสัมผัสที่ไม่ใช่จากการทำงาน และตารางข้อพิจารณาเรื่องเป๊ปจัดไว้ในกลุ่มความเสี่ยงสูง ซึ่งแนะนำให้เป๊ป
ตารางไม่ได้ตั้งเงื่อนไขเรื่องผลเลือดของอีกฝ่ายไว้กับข้อนี้ ส่วนตารางความเสี่ยงของเล่มเดียวกันเขียนว่า ความเสี่ยงต่อเอชไอวีจากการใช้เข็มร่วมกันเพิ่มขึ้นเมื่ออีกฝ่ายมีเชื้อและไม่ได้กินยาต้าน หรือกดไวรัสได้ไม่สมบูรณ์ ผู้เขียนแนะนำว่าอย่าใช้ข้อนี้ตัดสินเองว่าไม่ต้องไป การจัดกลุ่มนี้ว่าด้วยเอชไอวีเท่านั้น ไวรัสตับอักเสบอยู่ในหัวข้อที่สี่
ข้อมูลที่ควรเตรียมไปบอกตอนขอประเมิน
รายการนี้ผู้เขียนเรียบเรียงจากสิ่งที่แนวทางไทยใช้ประเมิน ไม่ได้มีไว้ให้ตัดสินเองว่าไม่ต้องไป เตรียมระหว่างเดินทางได้ ตอบข้อไหนไม่ได้ก็ไปได้เลย
- วันและเวลาที่ใช้เข็มร่วมกัน เท่าที่จำได้
- รู้หรือไม่ว่าอีกฝ่ายมีเชื้อเอชไอวี กินยาต้านอยู่ หรือมีไวรัสตับอักเสบ
- ช่วงเดียวกันมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัยด้วยหรือไม่ และมีโอกาสตั้งครรภ์หรือไม่
- ยาที่กินประจำ เมทาโดน แอลกอฮอล์ และสารที่ใช้
- เคยฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบบีหรือไม่
บทการดูแลผู้มีเชื้อเอชไอวีที่ใช้สารเสพติดของแนวทางเล่มเดียวกันเขียนว่า บางรายมีปัญหาปฏิกิริยาระหว่างสารที่ใช้กับยาต้านเอชไอวี และมีตารางปฏิกิริยากับเมทาโดน เป๊ปก็เป็นยาต้านเอชไอวี ผู้เขียนจึงแนะนำให้บอกทุกอย่างที่ใช้ ผู้ตัดสินเรื่องยาคือแพทย์หรือเภสัชกร อย่าปรับเมทาโดนเอง
ถ้ากังวลว่าจะถูกมองไม่ดี ภาคผนวกเรื่องการลดอันตรายของแนวทางเขียนว่า บริการด้านการลดอันตรายต้องตั้งอยู่บนการยอมรับ เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และไม่ตัดสิน ผู้เขียนรับรองแทนหน่วยบริการไม่ได้ ถ้าไม่สบายใจ ไปอีกแห่งได้ แต่ให้ไปโดยเร็วที่สุด

ไวรัสตับอักเสบบีและซี เรื่องที่ต้องตรวจคู่กับเอชไอวี
หัวข้อการลดอันตรายของแนวทางเอชไอวีของไทย ปี 2564/2565 เขียนถึงเชื้อที่ติดต่อทางเลือดของผู้ที่ใช้เข็มและอุปกรณ์ฉีดร่วมกัน เช่น ไวรัสตับอักเสบบี ซี และเอชไอวี และตารางการประเมินก่อนให้เป๊ปมีการตรวจเลือดผู้สัมผัสทั้งสามเรื่อง
องค์การอนามัยโลก ในหน้าเรื่องไวรัสตับอักเสบซี ลงวันที่ 28 กรกฎาคม 2569 เขียนว่าไวรัสนี้ติดต่อทางเลือด ทางหนึ่งคือการใช้เข็มและกระบอกฉีดยาร่วมกัน การติดเชื้อระยะเฉียบพลันมักไม่มีอาการ ขณะนี้ยังไม่มีวัคซีนที่ได้ผล แต่รักษาให้หายได้ด้วยยาต้านไวรัส
สำหรับผู้ที่ได้เป๊ป แนวทางไทยให้ตรวจเอชไอวีซ้ำหลังสัมผัส 1 เดือนและ 3 เดือน และเพิ่มที่ 6 เดือนเมื่อผู้สัมผัสตรวจพบภูมิต่อไวรัสตับอักเสบซี หรืออีกฝ่ายมีไวรัสตับอักเสบซี ระหว่างนั้นให้งดบริจาคเลือด อวัยวะ และอสุจิ และสวมถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ ส่วนการตรวจไวรัสตับอักเสบซ้ำ แนวทางกำหนดตามผลเลือดของอีกฝ่าย ให้ถามแพทย์
เรื่องวัคซีนไวรัสตับอักเสบบี อ่าน PEP กับวัคซีนตับอักเสบบี ต้องขอพร้อมกันไหม
หลังวันนี้ แนวทางเขียนถึงบริการลดอันตรายอะไรบ้าง
แนวทางเอชไอวีของไทย ปี 2564/2565 เขียนว่าการลดอันตรายจากการใช้สารเสพติดมีเป้าหมายลดผลกระทบในทุกครั้งที่ใช้ โดยไม่ต้องรอให้เลิกใช้ ตารางตัวอย่างชุดบริการของแนวทางลงไว้ เช่น การส่งต่อเรื่องเอชไอวีและไวรัสตับอักเสบ การแนะนำสถานที่รับบริการเรื่องการป้องกันการใช้ยาเกินขนาดและเมทาโดน และอุปกรณ์อย่างเข็มฉีดยาและนาล็อกโซน ตารางนี้เป็นตัวอย่าง ไม่ได้แปลว่าทุกแห่งมีครบ ให้ถามหน่วยบริการหรือองค์กรชุมชน
สำหรับผู้ที่เสี่ยงซ้ำ หัวข้อเป๊ปของแนวทางไทยให้แนะนำเพร็พ แนวทางเพร็พของไทย ปี 2568 นับการใช้เข็มสะอาดเป็นส่วนหนึ่งของการป้องกันหลายวิธีร่วมกัน และเขียนเรื่องการป้องกันทางเข็มกับระยะที่ยาเริ่มป้องกันไว้ไม่เหมือนกันทุกชนิดของเพร็พ ให้ถามหน่วยบริการ ส่วนเข็มใหม่ใช้ได้ทันที
ถ้าเป็นนอกเวลาทำการ หรือกังวลเรื่องเงิน อ่าน เสี่ยงเอชไอวีตอนกลางดึกหรือวันหยุด ไปที่ไหนได้ตอนนี้ และหน้า PEP: การป้องกัน HIV แบบฉุกเฉินหลังเหตุที่กังวล ของมูลนิธิเพื่อรัก (Love Foundation)
คำถามที่พบบ่อย
อีกฝ่ายบอกว่าตรวจเอชไอวีแล้วผลเป็นลบ ยังต้องไปพบแพทย์ไหม
ผู้เขียนแนะนำให้ไป โดยเร็วที่สุด อย่างช้าไม่เกิน 72 ชั่วโมง ถ้าเลยแล้วก็ยังควรไป ผลเอชไอวีไม่ได้บอกเรื่องไวรัสตับอักเสบ แนวทางไทย ปี 2564/2565 ให้ใช้ผลเลือดของอีกฝ่ายประกอบการตัดสินใจเมื่อระบุตัวได้ และอาจพิจารณาเริ่มเป๊ปไปก่อนหากไม่แน่ใจ คำบอกเล่าจึงเป็นข้อมูลให้แพทย์ ไม่ใช่ข้อที่ใช้ตัดสินเอง
อีกฝ่ายมีเชื้อ แต่กินยาต้านและตรวจไม่พบเชื้อ ต้องขอเป๊ปไหม
ให้ไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด อย่างช้าไม่เกิน 72 ชั่วโมง ถ้าเลยแล้วก็ยังควรไป แนวทางไทย ปี 2564/2565 เขียนว่าเมื่ออีกฝ่ายมีเชื้อและกินยาต้านอยู่ ให้ผู้สัมผัสเริ่มเป๊ปก่อน แล้วตรวจปริมาณไวรัสของอีกฝ่าย และในส่วนของบุคลากรที่สัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่งขณะทำงาน เขียนว่าแม้อีกฝ่ายตรวจไม่พบไวรัส ก็ยังต้องพิจารณาเป๊ป จะกินต่อหรือหยุด แพทย์เป็นผู้ตัดสิน อย่าตัดสินเองว่าไม่ต้องไป และอย่าหยุดยาเอง
ใช้แค่กระบอกฉีดยาหรืออุปกรณ์อื่นร่วมกัน ต้องไปไหม
ผู้เขียนแนะนำให้ไป โดยเร็วที่สุด อย่างช้าไม่เกิน 72 ชั่วโมง ถ้าเลยแล้วก็ยังควรไป ตารางเป๊ปของแนวทางไทย ปี 2564/2565 ใช้คำว่าเข็มฉีดยา ส่วนหัวข้อการลดอันตรายของเล่มเดียวกันเขียนถึงการใช้เข็มและอุปกรณ์ฉีดร่วมกัน และองค์การอนามัยโลกเขียนว่าไวรัสตับอักเสบซีติดต่อทางอุปกรณ์ฉีดที่ใช้ร่วมกัน เรื่องนี้ให้แพทย์ประเมิน
ผ่านมาเกินสามวันแล้ว ไปพบแพทย์ยังมีประโยชน์ไหม
ยังควรไป แนวทางไทย ปี 2564/2565 เขียนว่าเมื่อสัมผัสเกิน 72 ชั่วโมง ให้แพทย์ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อและพิจารณาเป๊ปเป็นราย ๆ ไป และตารางของแนวทางยังมีการตรวจเลือดเรื่องเอชไอวีกับไวรัสตับอักเสบ
ผลเลือดวันแรกเป็นลบ ต้องกลับมาตรวจอีกไหม
ควรกลับมา สำหรับผู้ที่ได้เป๊ป แนวทางไทย ปี 2564/2565 ให้ตรวจเอชไอวีซ้ำหลังสัมผัส 1 เดือนและ 3 เดือน และให้ไปพบแพทย์ทันทีเมื่อมีอาการที่สงสัยการติดเชื้อระยะเฉียบพลัน เช่น ไข้ ต่อมน้ำเหลืองโต หรือผื่น ถ้าไม่ได้เป๊ป ให้ถามแพทย์ว่าต้องกลับมาตรวจเมื่อไร
สรุป
เพิ่งใช้เข็มร่วมกับคนอื่น ให้ไปสถานพยาบาลโดยเร็วที่สุด อย่างช้าไม่เกิน 72 ชั่วโมง ถ้าเลยแล้วก็ยังควรไปพบแพทย์ แม้อีกฝ่ายบอกว่าผลเลือดเป็นลบหรือกินยาต้านอยู่ก็ให้ไป อย่ารอผลเลือดของอีกฝ่าย และอย่ากินยาของคนอื่นแทน
แนวทางเอชไอวีของไทย ปี 2564/2565 จัดการใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่นไว้ในกลุ่มความเสี่ยงสูงที่แนะนำให้เป๊ป และมีการตรวจเลือดเรื่องไวรัสตับอักเสบบีและซีคู่กับเอชไอวี ผู้ประเมินคือแพทย์ ครั้งต่อไป ให้ถามหน่วยบริการเรื่องบริการลดอันตราย
หมายเหตุ บทความนี้ให้ข้อมูลความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัย และไม่ใช่คำแนะนำการใช้ยาเฉพาะบุคคล เรื่องยาและการรักษาเป็นการตัดสินใจร่วมกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลคุณ ไม่ควรซื้อ เริ่ม หยุด หรือปรับยาด้วยตัวเอง หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสุขภาพของตัวเอง ปรึกษาเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือคลินิกใกล้บ้านได้เสมอ
แหล่งอ้างอิง
- แนวทางการตรวจรักษาและป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ประเทศไทย ปี 2564/2565 กรมควบคุมโรค หัวข้อเป๊ป บทการดูแลผู้ที่ใช้สารเสพติด และภาคผนวกเรื่องการลดอันตราย
- แนวทางการจัดบริการยาป้องกันก่อนการสัมผัสเชื้อเอชไอวีประเทศไทย ปี 2568 กรมควบคุมโรค
- Hepatitis C — World Health Organization หน้าข้อเท็จจริง ลงวันที่ 28 กรกฎาคม 2569


